สรุปครบ! บันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟ ต้องจดอะไรบ้าง?
เปิดร้านกาแฟมาสักพัก รู้สึกว่าขายได้ทุกวัน แต่ปลายเดือนเงินในมือกลับหายไปไหนหมด? ปัญหาที่เจ้าของร้านกาแฟหลายคนเจอโดยไม่รู้ตัว เพราะ “ขายได้” ไม่ได้แปลว่า “มีกำไร” เสมอไป ความแตกต่างระหว่างร้านที่รอดกับร้านที่ปิดตัวใน 1 ปีแรก มักอยู่ที่การ “บันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟ” อย่างเป็นระบบ
บทความนี้สรุปให้ครบว่า รายการอะไรบ้างที่ต้องจดบันทึก ทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย พร้อมอธิบายว่าทำไมแต่ละรายการถึงสำคัญ และจะจัดการให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร?
ทำไมร้านกาแฟถึงต้องบันทึกรายรับ-รายจ่าย?
หลายคนคิดว่าแค่รู้ว่า “วันนี้ขายได้เท่าไหร่” ก็พอแล้ว แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้น ต้นทุนของร้านกาแฟมาจากหลายทางมาก และบางรายการก็ซ่อนจนมองข้ามไปได้ง่ายมาก

ลองคิดดูว่า ถ้าคุณขายกาแฟวันละ 3,000 บาท แต่ต้นทุนรวมจริง ๆ อยู่ที่ 2,800 บาทต่อวัน คุณเหลือกำไรแค่วันละ 200 บาท หรือเดือนละแค่ 6,000 บาทเท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาและแรงงานที่ลงไป
การบันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟอย่างละเอียดช่วยให้คุณ :
- รู้กำไรจริง ๆ ในแต่ละวัน แต่ละเดือน
- จับได้ว่าต้นทุนรายการไหนพุ่งสูงผิดปกติ
- วางแผนการซื้อวัตถุดิบได้ดีขึ้น ไม่สูญเปล่า
- ตัดสินใจได้ว่าเมนูไหนควรขึ้นราคา หรือตัดออก
รายการ “รายรับ” ที่ร้านกาแฟต้องบันทึก
อย่าจดแค่ “ยอดขายรวม” เพราะมันจะไม่บอกว่าเงินมาจากไหน ควรแยกรายละเอียด ดังนี้ :

- ยอดขายแยกตามหมวดหมู่สินค้า อย่าบันทึกแค่ “ยอดขายรวม” แต่ควรแยกรายละเอียดให้ชัดว่ารายได้มาจากอะไรบ้าง? การแยกแบบนี้ช่วยให้รู้ว่าเมนูไหนทำเงินให้ร้านมากที่สุด และเมนูไหนไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงไป เช่น
- ยอดขายกาแฟร้อน / เย็น
- ยอดขายชา โกโก้ เครื่องดื่มอื่น
- ยอดขายขนมหรืออาหาร (ถ้ามี)
- รายได้จากช่องทาง Delivery รายได้จาก Delivery ผ่าน LINE MAN, GrabFood, Shopee มักถูกหักค่า GP ไปก่อนโอนมาให้ร้าน ดังนั้นต้องบันทึกให้ชัดว่า
- ยอดขาย Delivery รวม (ก่อนหัก GP)
- ยอดที่รับจริงหลังหัก GP แล้ว
- ค่า GP ที่ถูกหักไป (จะได้นำไปคำนวณต้นทุนจริง)
- รายได้อื่น ๆ ถ้าร้านมีรายได้เสริม เช่น ขายเมล็ดกาแฟ, ขาย Merchandise, ให้เช่าพื้นที่จัดงาน ก็ต้องบันทึกแยกออกมาด้วย เพื่อให้เห็นภาพรวมรายได้ที่ครบถ้วน
รายการ “รายจ่าย” ที่ร้านกาแฟต้องบันทึก
นี่คือส่วนที่หลายคนมองข้าม และเป็นต้นตอที่ทำให้ร้านกาแฟขาดทุนโดยไม่รู้ตัวบ่อยที่สุด ดังนี้ :

- ต้นทุนวัตถุดิบ รายการนี้คือหัวใจสำคัญที่สุดของการบันทึกรายรับรายจ่ายร้านกาแฟ
- เมล็ดกาแฟ — บันทึกจำนวนที่ซื้อ ราคาต่อกิโลกรัม และวันที่ซื้อ
- นมสด / ครีมเทียม — ต้นทุนที่ขึ้นลงตามราคาตลาดบ่อยมาก
- น้ำเชื่อม ไซรัป ผงชาต่าง ๆ — มักถูกมองข้ามแต่รวมกันแล้วสูงมาก
- บรรจุภัณฑ์ — แก้ว หลอด ฝา ถุง กล่อง
- น้ำแข็ง — ถ้าซื้อถุงทุกวัน ต้องบันทึกทุกครั้ง
- เคล็ดลับ : ลองตั้ง Food Cost % เป้าหมายไว้ที่ 25–35% ของยอดขาย ถ้าสูงกว่านี้คือสัญญาณเตือนว่ามีปัญหา
- ค่าแรงงานและเงินเดือน ค่าแรงมักเป็นรายจ่ายอันดับ 2 รองจากวัตถุดิบ ควรตั้งเป้าไม่เกิน 30% ของยอดขาย
- เงินเดือนพนักงานประจำ
- ค่าแรงพนักงานพาร์ตไทม์ (รายชั่วโมง × จำนวนชั่วโมง)
- ค่าประกันสังคมส่วนนายจ้าง
- โบนัส / ค่าล่วงเวลา (ถ้ามี)
- ค่าเช่าสถานที่ แนะนำให้คำนวณว่าค่าเช่าคิดเป็นกี่ % ของยอดขายต่อเดือน ถ้าเกิน 15% ควรทบทวนแผนธุรกิจ
- ค่าเช่าพื้นที่ร้านรายเดือน
- ค่าส่วนกลาง (ถ้าอยู่ในคอมมูนิตี้มอลล์หรือห้างฯ)
- ค่าบริการอื่น ๆ ที่แฝงมากับสัญญาเช่า
- ค่าสาธารณูปโภค สาธารณูปโภคควรคิดเป็นต้นทุนรายวันด้วย เช่น ค่าไฟเดือนละ 6,000 บาท = วันละ 200 บาท ซึ่งต้องถูกครอบคลุมโดยยอดขายก่อนจะมีกำไร
- ค่าไฟฟ้า — หนักมากสำหรับร้านที่มีเครื่องทำความเย็นและเครื่องชงกาแฟหลายเครื่อง
- ค่าน้ำประปา
- ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าโทรศัพท์ (ถ้าใช้เพื่อกิจการ)
- ค่าซ่อมบำรุงและอุปกรณ์ รายการนี้ไม่สม่ำเสมอ แต่เมื่อเกิดขึ้นมักมีมูลค่าสูง ควรตั้งเงินสำรองไว้อย่างน้อยเดือนละ 500–1,000 บาท
- ค่าซ่อมเครื่องชงกาแฟ / เครื่องบด
- ค่าซ่อมเครื่องทำน้ำแข็ง ตู้เย็น
- ค่าซื้ออุปกรณ์ทดแทนที่ชำรุด
- ค่าการตลาดและโฆษณา ร้านกาแฟหลายร้านลืมนับค่าการตลาดเป็นรายจ่าย ทำให้คิดว่ากำไรสูงกว่าความจริง
- ค่าโฆษณา Facebook / Instagram Ads
- ค่าจ้างถ่ายรูป ทำคอนเทนต์
- ค่าของสมนาคุณลูกค้า โปรโมชั่นต่าง ๆ
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มักถูกลืม
- ค่า GP แพลตฟอร์ม Delivery — อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น
- ค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน — QR Code, บัตรเครดิต
- ค่าบัญชีหรือที่ปรึกษา (ถ้ามี)
- ค่าใบอนุญาต ต่อใบอนุญาตรายปี
- ค่าเดินทาง ของเจ้าของร้านที่เกี่ยวกับกิจการ
สัญญาณเตือน! เมื่อไหร่ที่ต้องตรวจสอบบัญชีทันที
- ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงกว่าปกติ ถ้าปกติ Food Cost % อยู่ที่ 30% แต่เดือนนี้ขึ้นไป 38% โดยยอดขายไม่ได้เพิ่ม นั่นหมายความว่ามีบางอย่างผิดปกติ เช่น วัตถุดิบสูญเสีย มีการสั่งเกินความต้องการ หรืออาจมีการทุจริตในร้าน
- กำไรสุทธิน้อยกว่าที่คาด ถ้าคุณรู้สึกว่า “ขายดี แต่ไม่มีเงิน” ปัญหามักมาจากรายจ่ายซ่อนเร้นที่ไม่ได้บันทึก หรือ Delivery GP ที่ถูกหักไปโดยไม่ทันสังเกต
- ยอดสต็อกไม่ตรงกับยอดขาย ถ้าซื้อวัตถุดิบไปเท่านี้ แต่ยอดขายได้น้อยกว่าที่ควร อาจมีวัตถุดิบสูญหาย หมดอายุโดยไม่รู้ตัว หรือมีการนำวัตถุดิบออกไปใช้โดยไม่ได้บันทึก
เคล็ดลับ! ทำอย่างไรให้บันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟได้ “รอด” จริงๆ?

- บันทึกทุกวัน ไม่สะสม นิสัยแย่ที่สุดในการจัดการบัญชีร้านกาแฟคือ “บันทึกรวบทีเดียวปลายอาทิตย์” เพราะจะทำให้ลืมรายการย่อย ๆ ที่จ่ายไป และข้อมูลที่ได้จะไม่แม่นยำ ควรบันทึกทุกรายการทันทีที่มีการรับหรือจ่ายเงิน โดยเฉพาะค่าวัตถุดิบที่ซื้อสด ค่าน้ำแข็ง ค่าแก้วเพิ่ม ซึ่งเป็นรายจ่ายเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วสูงมาก
- แยกหมวดหมู่ให้ชัดเจน อย่าบันทึกรวมกันว่า “ค่าของ” แต่ให้แยกเป็นหมวด เช่น วัตถุดิบ / บรรจุภัณฑ์ / ค่าแรง / ค่าสาธารณูปโภค เพื่อให้เห็นได้ชัดว่าต้นทุนส่วนไหนกินงบมากที่สุด
- ดูรายงานสรุปทุกเดือน เมื่อมีข้อมูลครบแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องหยุดดูภาพรวมอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน และตรวจสอบว่ากำไรเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่
- ใช้เครื่องมือที่ทำให้บันทึกได้สม่ำเสมอ ปัญหาของสมุดบันทึกหรือ Excel คือต้องเปิดคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่ได้สะดวกในระหว่างที่กำลังยุ่งอยู่กับลูกค้า เครื่องมือที่ดีคือสิ่งที่บันทึกได้ทันทีจากมือถือ หรือแม้กระทั่งผ่านแอปที่ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ “บันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟ” (FAQ)
ตอบ : จำเป็นมาก โดยเฉพาะร้านเล็ก เพราะกำไรต่อแก้วมักน้อยอยู่แล้ว ถ้ารายจ่ายหายไปแม้แค่วันละ 100-200 บาทโดยไม่รู้ตัว รวมปลายเดือนก็หายไป 3,000-6,000 บาทแล้ว ซึ่งอาจเป็นกำไรทั้งหมดที่ควรได้รับ การบันทึกอย่างละเอียดช่วยให้รู้ทันก่อนที่จะสายเกินแก้
ตอบ : แนะนำให้บันทึกทุกวันครับ โดยเฉพาะรายจ่ายวัตถุดิบที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ถ้าปล่อยให้สะสมหลายวัน มักเกิดการลืมรายการเล็ก ๆ ที่จ่ายสดไป เช่น ค่าน้ำแข็ง ค่าแก้วเพิ่ม ค่าไซรัปที่ซื้อเพิ่มฉุกเฉิน ซึ่งพอรวมกันแล้วไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย
ตอบ : วิธีง่ายที่สุดคือ: รายรับรวม − รายจ่ายรวมทุกหมวด (รวมค่าเช่า ค่าแรง สาธารณูปโภค และค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ด้วย) ตัวเลขที่เหลือคือกำไรที่แท้จริง หลายร้านเข้าใจผิดว่า “กำไร” คือยอดขาย − ค่าวัตถุดิบ แต่ยังเหลือต้นทุนอีกหลายหมวดที่ต้องหักออก ถ้าต้องการเห็นภาพชัดกว่านี้ ลองใช้เครื่องมือที่ช่วยสรุปรายงานให้อัตโนมัติ เช่น แอปบันทึกรายรับรายจ่ายที่แสดงกราฟกำไร-ขาดทุนรายวันให้เลย
บันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟ ผ่านไลน์ง่าย ๆ สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ร้านชา กาแฟ ร้านอาหาร
ถ้าการพกสมุดจดมันเกะกะ หรือการทำ Excel มันยุ่งยากเกินไป โยนวิธีเก่า ๆ ทิ้งไปได้เลย! เพราะวันนี้คุณสามารถ “บันทึกรายรับ-รายจ่ายร้านกาแฟ” ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันที่คุณเปิดใช้ทุกวันอย่าง LINE แนะนำให้รู้จักกับ ลุงช่วย…รับจด บอทผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับพ่อค้าแม่ค้า ร้านกาแฟ ร้านชา และร้านอาหารโดยเฉพาะ
ลุงช่วย ไม่ได้มีดีแค่จดรายรับ รายจ่าย แต่ด้วยความสามารถทั้ง ระบบวิเคราะห์ข้อมูลปัจจุบัน ย้อนหลัง และอนาคต ระบบแจ้งเตือนกำไรขาดหาย เตือนต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ตัวจับเงินรั่ว ฯลฯ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้ร้านของคุณมีกำไรเพิ่มขึ้นแบบง่ายดาย บอกเลยนะหลาน ๆ ว่า ลุงคือตัวช่วยที่แท้จริง ของพ่อค้าแม่ค้า !
“สมัครใช้งาน ฟรี! ทดลองสัมผัสผู้ช่วยรู้ใจได้เลยที่ เพิ่มเพื่อน LINE : @lungchuay“

ร้านของหลานๆ เป็นแบบไหน ?

ร้านชา กาแฟ คาเฟ่

ร้านอาหาร
ไม่ว่าประเภทไหน ก็สมัครใช้งานได้ง่ายๆ แถมใช้ ฟรี!
