รายรับกับกำไรต่างกันอย่างไร? ทำไมยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่า “รวย”
รายรับกับกำไรต่างกันอย่างไร? เป็นคำถามที่เจ้าของร้านหลายคนมักเพิ่งเริ่มสงสัยตอนที่ร้าน “ขายดี แต่เงินไม่เหลือ” เพราะในชีวิตจริง “รายรับกับกำไร” ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน รายรับคือเงินทั้งหมดที่ร้านขายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ส่วนกำไรคือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าวัตถุดิบ, ค่าแรง, ค่าเช่า, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าขนส่ง, ค่าการตลาด, ส่วนลด, ของเสีย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว
- รายรับ คือเงินที่ร้านขายได้ทั้งหมดก่อนหักค่าใช้จ่าย เช่น ขายชาได้วันละ 5,000 บาท ตัวเลข 5,000 บาทคือรายรับ
- กำไร คือเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น รายรับ 5,000 บาท หักวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นแล้วเหลือ 800 บาท ตัวเลข 800 บาทคือกำไร
- ร้านที่ขายดีอาจไม่รวย เพราะอาจมีต้นทุนสูง ตั้งราคาผิด ให้ส่วนลดมากเกินไป มีของเสียเยอะ ไม่แยกเงินร้านกับเงินส่วนตัว หรือไม่เคยจดบัญชีร้านค้าอย่างต่อเนื่อง
- ตัวเลขที่เจ้าของร้านควรดูไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่ต้องดูอย่างน้อย 4 ตัว ได้แก่ รายรับ ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายประจำ และกำไรสุทธิ
- ถ้าอยากรู้ว่าร้านมีกำไรจริงหรือไม่ ต้องเริ่มจากการจดรายรับรายจ่ายทุกวัน แยกหมวดค่าใช้จ่าย และเช็กกำไรเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่ารวย ถ้าต้นทุนและรายจ่ายโตเร็วพอ ๆ กับยอดขาย ร้านกาแฟ, ร้านชา, ร้านน้ำ, ร้านอาหาร หรือร้านค้าเล็กจำนวนมากจึงเจอปัญหาเดียวกัน คือหน้าร้านดูคึกคัก ออเดอร์เยอะ ลูกค้าเข้าไม่ขาด แต่พอสิ้นเดือนกลับไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน บทความนี้จะช่วยให้เจ้าของร้านเข้าใจ รายรับกับกำไรต่างกันอย่างไร? เห็นภาพว่าทำไมบางร้านถึง ขายดีแต่ไม่มีกำไร พร้อมวิธีเช็กตัวเลขแบบง่าย ๆ เพื่อให้เริ่มทำบัญชีร้านค้าได้ชัดขึ้น และมองเห็นกำไรร้านค้าจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายบนหน้าจอ
รายรับกับกำไรต่างกันอย่างไร?
คำว่า รายรับ (Revenue) หมายถึงรายได้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือบริการก่อนหักค่าใช้จ่าย ส่วน กำไร (Profit) คือเงินที่เหลือหลังคำนวณค่าใช้จ่าย ต้นทุน หนี้สิน และต้นทุนดำเนินงานแล้ว แนวคิดนี้เป็นหลักพื้นฐานที่ใช้ในงบกำไรขาดทุนของธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือร้านค้าเล็ก

สูตรจำง่าย ๆ
- รายรับ = จำนวนสินค้าที่ขายได้ × ราคาขาย
- กำไรขั้นต้น = รายรับ – ต้นทุนสินค้า / ต้นทุนวัตถุดิบ
- กำไรสุทธิ = รายรับ – ต้นทุนสินค้า – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น ร้านชานมขายได้วันละ 100 แก้ว ราคาแก้วละ 45 บาท
รายรับต่อวัน = 100 × 45 = 4,500 บาท
แต่เงิน 4,500 บาทนี้ยังไม่ใช่กำไร เพราะร้านต้องหักค่าวัตถุดิบ เช่น ใบชา, นม, น้ำตาล, ไข่มุก, แก้ว, หลอด, ฝา, ถุง รวมถึงค่าแรง, ค่าเช่า, ค่าไฟ, ค่าน้ำ, ค่าเดลิเวอรี, ค่าการตลาด และของเสียในแต่ละวัน ถ้าค่าวัตถุดิบต่อแก้วเฉลี่ย 18 บาท ต้นทุนวัตถุดิบ 100 แก้วจะเท่ากับ 1,800 บาท
กำไรขั้นต้น = 4,500 – 1,800 = 2,700 บาท
แต่ถ้าวันนั้นมีค่าแรง 800 บาท ค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน 500 บาท ค่าน้ำค่าไฟเฉลี่ย 250 บาท ค่าแพลตฟอร์มเดลิเวอรีและโปรโมชัน 400 บาท ค่าใช้จ่ายจิปาถะ 200 บาท
กำไรสุทธิ = 2,700 – 800 – 500 – 250 – 400 – 200 = 550 บาท
นี่คือเหตุผลที่ร้านขายได้ 4,500 บาทต่อวัน แต่เจ้าของร้านอาจเหลือเงินจริงเพียง 550 บาท หรือบางวันอาจไม่เหลือเลย
ทำไมขายดีแต่ไม่มีกำไร?
ร้านที่ขายดีแต่ไม่มีกำไร มักไม่ได้แพ้เพราะขายไม่ได้ แต่แพ้เพราะไม่รู้ว่าต้นทุนจริงอยู่ตรงไหน ปัญหานี้เจอบ่อยมากในร้านกาแฟ ร้านชา ร้านน้ำ ร้านอาหาร และร้านค้าเล็กที่เจ้าของร้านลงมือทำเองทุกอย่าง หลายร้านดูจากยอดขายหน้าร้านเป็นหลัก เช่น วันนี้ขายได้ 8,000 บาท รู้สึกว่าวันนี้ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ตัวเลขนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดได้ เพราะยอดขายเป็นเพียง “เงินเข้า” ไม่ใช่ “เงินเหลือ”

1. ตั้งราคาขายโดยดูจากคู่แข่ง แต่ไม่ดูต้นทุนตัวเอง
หนึ่งในสาเหตุใหญ่ของการขายดีแต่ไม่มีกำไร คือการตั้งราคาตามตลาด เช่น เห็นร้านข้าง ๆ ขายชาแก้วละ 35 บาท ก็ขาย 35 บาทตาม ทั้งที่ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง และปริมาณต่อแก้วของแต่ละร้านไม่เท่ากัน ร้านหนึ่งอาจซื้อวัตถุดิบราคาส่ง มีที่หน้าร้านของตัวเอง และเจ้าของทำเอง ต้นทุนจึงต่ำ แต่ร้านของเราอาจเช่าพื้นที่แพง ใช้แก้วพรีเมียม ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และมีพนักงาน 2 คน ถ้าขายราคาเดียวกันโดยไม่คำนวณ อาจขายดีแต่กำไรบางมาก
2. ไม่รู้ต้นทุนต่อหน่วย
ต้นทุนต่อหน่วยคือหัวใจของกำไรร้านค้า เช่น ชา 1 แก้วมีต้นทุนเท่าไหร่ ข้าว 1 จานใช้วัตถุดิบกี่บาท เมนูไหนกำไรดี เมนูไหนขายดีแต่กินกำไร ร้านจำนวนมากรู้ราคาซื้อวัตถุดิบเป็นถุง เป็นกิโล หรือเป็นลัง แต่ไม่เคยแตกออกมาเป็นต้นทุนต่อแก้วหรือต่อจาน
ตัวอย่างเช่น ใบชา 1 ถุงใช้ได้กี่แก้ว นม 1 กระป๋องทำได้กี่เมนู ไข่มุกต้มแล้วเหลือทิ้งกี่เปอร์เซ็นต์ แก้ว หลอด ฝา ถุง สติกเกอร์ รวมอยู่ในต้นทุนหรือยัง ถ้าไม่รู้ต้นทุนต่อหน่วย เจ้าของร้านจะไม่รู้เลยว่าเมนูไหนควรดัน เมนูไหนควรปรับราคา และเมนูไหนควรหยุดขาย
3. ให้โปรโมชันจนกำไรหาย
โปรโมชันช่วยเรียกลูกค้าได้ แต่ถ้าไม่คำนวณให้ดี อาจกลายเป็นการขายเยอะขึ้นแต่ขาดทุนมากขึ้น เช่น ซื้อ 1 แถม 1 ลด 30% ส่งฟรีทุกออเดอร์ หรือทำคูปองซ้อนกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
ตัวอย่างเช่น ถ้าเมนูหนึ่งขาย 50 บาท ต้นทุนรวม 25 บาท กำไรขั้นต้นคือ 25 บาท แต่ถ้าลดเหลือ 39 บาท และยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเดลิเวอรี 10 บาทต่อออเดอร์ เงินที่เหลืออาจไม่พอค่าแรงและค่าใช้จ่ายประจำ
โปรโมชันที่ดีจึงไม่ใช่โปรที่ทำให้ยอดขายสูงที่สุดเสมอไป แต่ต้องเป็นโปรที่ยังเหลือกำไร หรืออย่างน้อยต้องมีเป้าหมายชัดเจน เช่น ดึงลูกค้าใหม่ ระบายสต๊อก เพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิล หรือดันเมนูที่มีกำไรสูง
4. ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ รวมกันแล้วใหญ่กว่าที่คิด
ร้านเล็กหลายร้านไม่ได้ล้มเพราะค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่ค่อย ๆ รั่วจากค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ เช่น ถุงเพิ่ม สติกเกอร์เพิ่ม ค่าขนส่ง ค่าซ่อมอุปกรณ์ ค่าแก๊ส ค่าทิชชู่ ค่าซอส ค่าเครื่องปรุง ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ค่าแอปเดลิเวอรี หรือของแถมเล็ก ๆ ที่ไม่เคยบันทึก ถ้าค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ เฉลี่ยวันละ 200 บาท เดือนหนึ่งคือประมาณ 6,000 บาท ปีหนึ่งคือประมาณ 72,000 บาท ตัวเลขนี้มากพอที่จะเปลี่ยนร้านที่ดูเหมือนมีกำไร ให้กลายเป็นร้านที่เงินไม่เหลือได้
5. ไม่แยกเงินร้านกับเงินส่วนตัว
นี่คือปัญหาคลาสสิกของพ่อค้าแม่ค้าและเจ้าของร้านเล็ก เงินขายของเข้ากระเป๋าเดียวกับเงินใช้ส่วนตัว พออยากซื้อของเข้าร้านก็หยิบจากกองเดียวกัน พอมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็หยิบจากกองเดียวกัน สุดท้ายไม่รู้ว่าเงินที่หมดไปคือเงินร้านหรือเงินส่วนตัว ถ้าไม่แยกเงิน ร้านจะตอบคำถามสำคัญไม่ได้เลย เช่น เดือนนี้ร้านกำไรจริงไหม เจ้าของร้านเอาเงินออกไปใช้เท่าไหร่ ยังเหลือเงินหมุนซื้อวัตถุดิบเดือนหน้าไหม และควรขยายร้านหรือควรหยุดรั่วก่อน
ยอดขายเยอะ แต่เงินหายไปไหน?
ถ้าร้านยอดขายเยอะ แต่เงินหายไปเรื่อย ๆ ให้เริ่มเช็กจาก 5 จุดนี้ก่อน

- ต้นทุนวัตถุดิบสูงเกินไป ต้นทุนวัตถุดิบเป็นรายจ่ายที่แปรผันตามยอดขาย ยิ่งขายเยอะ ยิ่งใช้วัตถุดิบเยอะ ถ้าต้นทุนต่อแก้วหรือต่อจานสูงเกินไป ร้านจะเหนื่อยมาก เพราะขายเท่าไหร่กำไรก็ไม่ค่อยเหลือ ร้านเครื่องดื่มควรเช็กต้นทุนชา, กาแฟ, นม, ไซรัป, ผงโกโก้, ผงมัทฉะ, ไข่มุก, แก้ว, หลอด, ฝา และบรรจุภัณฑ์ ส่วนร้านอาหารควรเช็กต้นทุนเนื้อสัตว์, ผัก, เครื่องปรุง, น้ำมัน, ข้าว, กล่อง, ถุง และวัตถุดิบที่เสียหายจากการเก็บรักษา
- ของเสียและของเหลือไม่ได้ถูกนับเป็นต้นทุน ไข่มุกต้มแล้วขายไม่หมด, ผักเหี่ยว, น้ำซุปเหลือ, ขนมหมดอายุ, วัตถุดิบหกหล่น, ชงผิดแก้ว, ลูกค้าเปลี่ยนเมนู หรืออาหารทำผิดโต๊ะ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนจริงทั้งหมด ถ้าร้านไม่บันทึกของเสีย จะทำให้คิดว่าต้นทุนต่ำกว่าความจริง และตั้งราคาขายผิดโดยไม่รู้ตัว
- ค่าแรงเจ้าของร้านไม่ถูกนับ หลายร้านบอกว่ามีกำไร เพราะไม่ได้จ้างพนักงาน แต่ลืมนับค่าแรงตัวเอง เจ้าของร้านยืนขายเองวันละ 10 ชั่วโมง ถ้าหักเงินที่ควรเป็นค่าแรงออกมาแล้ว ร้านอาจไม่ได้กำไรเท่าที่คิด ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนตัวเองทันทีตั้งแต่วันแรก แต่ควร “คิดค่าแรงเจ้าของร้าน” ไว้ในบัญชี เพื่อดูว่าธุรกิจนี้อยู่ได้จริงหรืออยู่ได้เพราะเจ้าของยอมเหนื่อยฟรี!
- เดลิเวอรีขายดี แต่กำไรบาง หลายร้านยอดขายเพิ่มหลังเข้าแพลตฟอร์มเดลิเวอรี แต่กำไรสุทธิกลับลดลง เพราะมีค่าคอมมิชชัน ค่าส่วนลด ค่าโปรโมชัน ค่าบรรจุภัณฑ์ และบางครั้งต้องตั้งราคาให้แข่งขันได้ เดลิเวอรีไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัดว่า ยอดขายหน้าร้านกับยอดขายเดลิเวอรีมีกำไรต่างกันเท่าไหร่ เมนูไหนเหมาะขายเดลิเวอรี และเมนูไหนยิ่งขายยิ่งเหนื่อย
- ไม่มีบัญชีร้านค้าแบบดูย้อนหลังได้ การจดบัญชีร้านค้าไม่ใช่แค่จดเพื่อรู้ว่าเงินเข้าออกเท่าไหร่ แต่ต้องจดเพื่อมองเห็นแนวโน้ม เช่น สัปดาห์นี้ต้นทุนสูงขึ้นไหม เดือนนี้ค่าไฟเพิ่มผิดปกติไหม เมนูไหนขายดีขึ้นแต่กำไรลดลงไหม หรือช่วงไหนของเดือนยอดขายตกจนต้องวางแผนเงินสดล่วงหน้า
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มีการจัดทำเครื่องชี้สถานการณ์ MSME จากกลุ่มตัวอย่างไม่น้อยกว่า 6,000 ตัวอย่างต่อเดือน เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทย แสดงให้เห็นว่าการดูตัวเลขอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์ธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น
ร้านค้าเล็กควรดูรายรับหรือกำไรก่อน?
คำตอบคือ ต้องดูทั้งสองอย่าง แต่ใช้ตอบคนละคำถาม รายรับใช้ตอบว่า “ร้านขายได้มากแค่ไหน” ส่วนกำไรใช้ตอบว่า “ร้านเหลือเงินจริงเท่าไหร่” ถ้ารายรับน้อย ร้านอาจมีปัญหาเรื่องลูกค้า, ทำเล, เมนู, ราคา, การตลาด หรือการมองเห็นหน้าร้าน แต่ถ้ารายรับสูงแล้วกำไรต่ำ ปัญหาอาจอยู่ที่ต้นทุน, ค่าใช้จ่าย, การตั้งราคา, โปรโมชัน หรือการจัดการสต๊อก
| หัวข้อ | รายรับ | กำไร |
|---|---|---|
| ความหมาย | เงินที่ขายได้ทั้งหมด | เงินที่เหลือหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย |
| ใช้ดูอะไร | ยอดขายและกำลังซื้อของลูกค้า | สุขภาพการเงินของร้าน |
| ตัวอย่าง | วันนี้ขายได้ 5,000 บาท | วันนี้เหลือกำไรสุทธิ 700 บาท |
| ถ้าตัวเลขสูงแปลว่า | ร้านขายได้ดี | ร้านบริหารต้นทุนและรายจ่ายดี |
| ความเสี่ยงถ้าดูตัวเดียว | อาจคิดว่ารวยทั้งที่เงินไม่เหลือ | อาจไม่เห็นปัญหายอดขายตก |
ในงบการเงินของธุรกิจ รายรับมักถูกเรียกว่า “Top Line” เพราะอยู่ด้านบนของงบกำไรขาดทุน ส่วนกำไรสุทธิมักถูกเรียกว่า “Bottom Line” เพราะเป็นตัวเลขด้านล่างหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ธุรกิจสามารถมีรายรับสูงมากแต่กำไรต่ำหรือขาดทุนได้ หากต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ
กำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร?
หลายคนพูดคำว่า “กำไร” เหมือนเป็นตัวเลขเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วกำไรมีหลายระดับ โดยเฉพาะ 2 ตัวที่เจ้าของร้านควรรู้คือ กำไรขั้นต้น และ กำไรสุทธิ เพราะตัวเลขทั้งสองใช้ตอบคำถามคนละแบบ พูดง่าย ๆ คือ กำไรขั้นต้นบอกว่าเมนูนี้ขายแล้วคุ้มไหม แต่กำไรสุทธิบอกว่าร้านนี้อยู่รอดไหม

กำไรขั้นต้น คืออะไร?
กำไรขั้นต้น คือเงินที่เหลือหลังจากนำรายรับมาหัก “ต้นทุนขายโดยตรง” เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ ค่าแก้ว ฝา หลอด ถุง กล่อง หรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสินค้านั้นโดยตรง
สูตรคำนวณคือ กำไรขั้นต้น = รายรับ – ต้นทุนขาย
ตัวอย่างเช่น ร้านชานมขายชาไทย 1 แก้ว ราคา 45 บาท โดยมีต้นทุนต่อแก้วดังนี้
- ใบชาและนม 12 บาท
- น้ำตาล / ไซรัป 3 บาท
- ไข่มุก 5 บาท
- แก้ว ฝา หลอด ถุง 5 บาท
ต้นทุนรวมต่อแก้ว = 25 บาท
ดังนั้น กำไรขั้นต้นต่อแก้ว = 45 – 25 = 20 บาท
20 บาทน คือกำไรขั้นต้นต่อแก้ว หมายความว่า ก่อนหักค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ร้านมีส่วนต่างจากเมนูนี้อยู่ 20 บาท แต่ต้องจำไว้ว่า กำไรขั้นต้นยังไม่ใช่เงินที่เจ้าของร้านเอาไปใช้ได้ทั้งหมด เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นรอหักอีกหลายรายการ
กำไรสุทธิ คือะไร?
กำไรสุทธิ คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของร้านแล้ว เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมเดลิเวอรี ค่าซ่อมอุปกรณ์ ภาษี ของเสีย และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ
สูตรคำนวณคือ กำไรสุทธิ = รายรับ – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ตัวอย่าง ต่อจากร้านชานมเดิม ถ้าวันหนึ่งขายชาไทยได้ 100 แก้ว ราคาแก้วละ 45 บาท
- รายรับต่อวัน = 4,500 บาท
- ต้นทุนขายต่อแก้ว = 25 บาท
- ต้นทุนขายรวม = 2,500 บาท
กำไรขั้นต้น = 4,500 – 2,500 = 2,000 บาท
แต่ในวันเดียวกัน ร้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น
- ค่าแรงพนักงาน 700 บาท
- ค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน 400 บาท
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส 250 บาท
- ค่าขนส่ง / ค่าธรรมเนียมเดลิเวอรี 300 บาท
- ค่าใช้จ่ายจิปาถะ 150 บาท
ค่าใช้จ่ายรวม = 1,800 บาท
ดังนั้น กำไรสุทธิ = 2,000 – 1,800 = 200 บาท
จากตัวอย่างนี้ ร้านขายได้ 4,500 บาท และมีกำไรขั้นต้น 2,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริงเหลือเพียง 200 บาทเท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางร้านยอดขายดี ดูเหมือนขายได้เยอะ แต่พอสิ้นวันหรือสิ้นเดือนกลับรู้สึกว่าเงินไม่เหลือ เพราะตัวเลขที่เห็นอาจเป็นแค่รายรับหรือกำไรขั้นต้น ยังไม่ใช่กำไรสุทธิ ถ้าดูแค่กำไรขั้นต้น เจ้าของร้านอาจเข้าใจผิดว่าร้านมีกำไรดี เพราะเห็นว่าแต่ละแก้วขายแล้วยังเหลือส่วนต่าง แต่เมื่อนำไปหักค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว กำไรจริงอาจเหลือน้อยมาก หรืออาจติดลบ แต่ถ้าดูแค่กำไรสุทธิอย่างเดียวโดยไม่แยกกำไรขั้นต้น เจ้าของร้านอาจไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เช่น ร้านกำไรน้อยเพราะวัตถุดิบแพงเกินไป หรือเพราะค่าเช่าสูง หรือเพราะทำโปรโมชันมากเกินไป
ดังนั้น ร้านที่อยากบริหารเงินให้ดีควรดูทั้ง 2 ตัวควบคู่กัน
- ดูกำไรขั้นต้น เพื่อรู้ว่าเมนูไหนควรขายต่อ เมนูไหนควรปรับราคา หรือเมนูไหนต้นทุนสูงเกินไป
- ดูกำไรสุทธิ เพื่อรู้ว่าร้านเหลือเงินจริงเท่าไหร่ และธุรกิจยังไปต่อได้ไหม
ตัวอย่างคำนวณ! ร้านน้ำขายดี แต่กำไรเหลือเท่าไหร่?
ลองดูตัวอย่างร้านน้ำเล็ก ๆ ที่ขายหน้าร้านและเดลิเวอรี
- ยอดขายต่อวัน 120 แก้ว
- ราคาเฉลี่ยแก้วละ 45 บาท
- รายรับต่อวัน = 5,400 บาท
- ต้นทุนต่อแก้วเฉลี่ย 20 บาท
- ต้นทุนวัตถุดิบรวม = 2,400 บาท
กำไรขั้นต้น = 5,400 – 2,400 = 3,000 บาท
- ค่าแรงพนักงานเฉลี่ยต่อวัน = 900 บาท
- ค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน = 600 บาท
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าอินเทอร์เน็ต = 300 บาท
- ค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมเดลิเวอรี = 500 บาท
- ค่าใช้จ่ายจิปาถะ = 200 บาท
- ค่าใช้จ่ายรวม = 2,500 บาท
กำไรสุทธิ = 3,000 – 2,500 = 500 บาท
จากตัวอย่างนี้ ร้านขายได้ 5,400 บาทต่อวัน แต่กำไรสุทธิเหลือเพียง 500 บาท ถ้าเจ้าของร้านมองแค่ยอดขาย อาจคิดว่าร้านไปได้ดี แต่ถ้ามองกำไร จะเห็นว่าร้านยังมีพื้นที่ให้แก้ไขอีกมาก เช่น ลดของเสีย ปรับเมนูกำไรต่ำ เพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิล หรือทบทวนโปรโมชันเดลิเวอรี
วิธีเช็กว่าร้านมีกำไรจริงไหม?
เจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบบัญชีที่ซับซ้อน แต่ต้องเริ่มจากการจดให้ครบและสม่ำเสมอ

- จดรายรับทุกช่องทาง แยกรายรับตามช่องทาง เช่น หน้าร้าน เดลิเวอรี โอนเงิน เงินสด QR Code งานออกบูธ หรือขายส่ง เพราะแต่ละช่องทางมีต้นทุนไม่เท่ากัน ถ้ารวมทุกช่องทางเป็นก้อนเดียว จะดูยากว่าช่องทางไหนทำเงินจริง และช่องทางไหนแค่ทำให้ยอดขายดูเยอะ
- แยกต้นทุนขายออกจากค่าใช้จ่ายทั่วไป ต้นทุนขายคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อทำสินค้าโดยตรง เช่น วัตถุดิบ แก้ว หลอด กล่อง ถุง ส่วนค่าใช้จ่ายทั่วไปคือค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าโฆษณา การแยกสองกลุ่มนี้จะช่วยให้เห็นชัดว่า ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนเมนูหรือค่าใช้จ่ายร้าน
- เช็กกำไรขั้นต้นรายเมนู อย่าดูแค่ว่าเมนูไหนขายดี ให้ดูด้วยว่าเมนูไหนกำไรดี บางเมนูขายดีมากแต่ใช้วัตถุดิบแพง ทำยาก ใช้เวลานาน หรือมีของเสียเยอะ ขณะที่บางเมนูขายไม่หวือหวาแต่กำไรสูงและทำง่าย ร้านที่รู้กำไรต่อเมนู จะวางโปรโมชันได้แม่นกว่า และไม่เผลอไปดันเมนูที่ยิ่งขายยิ่งกำไรบาง
- ดูกำไรเป็นรายสัปดาห์และรายเดือน รายวันช่วยให้เห็นความผิดปกติเร็ว รายสัปดาห์ช่วยให้เห็นแนวโน้ม ส่วนรายเดือนช่วยให้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ เช่น เพิ่มคน เปลี่ยนวัตถุดิบ ขึ้นราคา หรือขยายร้าน ถ้าดูแค่วันเดียว อาจเจอข้อมูลหลอก ร้านเช่น วันเสาร์ยอดขายดีมาก แต่วันธรรมดาเงียบ หรือช่วงต้นเดือนขายดี แต่ปลายเดือนยอดตก
- ตั้งเงินเดือนเจ้าของร้าน แม้จะเป็นร้านเล็ก เจ้าของร้านควรกำหนดเงินเดือนหรือเงินถอนใช้ส่วนตัวให้ชัด เพื่อไม่ให้เงินร้านรั่วออกโดยไม่รู้ตัว ถ้าร้านยังจ่ายเงินเดือนเจ้าของไม่ได้เต็มจำนวน อย่างน้อยควรบันทึกไว้ว่าเดือนนี้เจ้าของดึงเงินออกไปเท่าไหร่ และร้านเหลือเงินหมุนจริงเท่าไหร่
สรุป “ยอดขายคือความสุข แต่กำไรคือความอยู่รอด”
รายรับกับกำไรต่างกันอย่างไร? รายรับกับกำไรไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเจ้าของร้านค้าเล็ก แต่เป็นตัวเลขพื้นฐานที่ช่วยตอบคำถามสำคัญที่สุดว่า “ร้านนี้อยู่รอดจริงไหม” ยอดขายเยอะทำให้ร้านดูดี ลูกค้าเยอะทำให้มีกำลังใจ แต่ถ้าไม่รู้ต้นทุน ไม่รู้รายจ่าย ไม่รู้กำไรสุทธิ สุดท้ายร้านอาจเหนื่อยขึ้นทุกวันโดยไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน เจ้าของร้านที่อยากโตอย่างมั่นคง ควรเริ่มจากการจดรายรับรายจ่ายให้ครบ แยกต้นทุนให้ชัด ดูกำไรต่อเมนู เช็กค่าใช้จ่ายประจำ และไม่ใช้ความรู้สึกแทนตัวเลข เพราะร้านที่มีกำไรจริง ไม่ใช่ร้านที่ขายเยอะที่สุดเสมอไป แต่คือร้านที่รู้ว่าเงินเข้าเท่าไหร่ เงินออกทางไหน และเหลือเงินจริงกี่บาท
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “รายรับกับกำไรต่างกันอย่างไร?” (FAQ)
รายรับคือเงินทั้งหมดที่ร้านขายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ส่วนกำไรคือเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว เช่น ขายได้ 10,000 บาท แต่หักต้นทุนและรายจ่ายแล้วเหลือ 1,500 บาท ตัวเลข 10,000 คือรายรับ ส่วน 1,500 คือกำไร
สาเหตุหลักมักมาจากต้นทุนสูง ตั้งราคาผิด ให้ส่วนลดมากเกินไป ไม่ได้นับของเสีย ไม่แยกเงินร้านกับเงินส่วนตัว หรือไม่มีบัญชีร้านค้าที่ชัดเจน ทำให้เห็นแค่ยอดขายแต่ไม่เห็นเงินที่เหลือจริง
จำเป็นมาก เพราะบัญชีร้านค้าไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ร้านเล็กยิ่งต้องรู้ว่าเงินเข้าออกทางไหน เมนูไหนทำกำไร และรายจ่ายหมวดไหนสูงผิดปกติ การจดบัญชีช่วยให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้แม่นขึ้น
กำไรขั้นต้นคือรายรับหักต้นทุนสินค้าที่ขายโดยตรง เช่น วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ส่วนกำไรสุทธิคือเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ควรจดรายรับรายจ่ายทุกวัน เช็กภาพรวมรายสัปดาห์ และสรุปกำไรรายเดือน เพราะรายวันช่วยจับความผิดปกติ รายสัปดาห์ช่วยเห็นแนวโน้ม และรายเดือนช่วยตัดสินใจเรื่องการตั้งราคา โปรโมชัน และการวางแผนเงินสด
ถ้ายอดขายดีแต่เงินไม่เหลือ ควรเพิ่มกำไรก่อน โดยเช็กต้นทุน ปรับราคา ลดของเสีย และควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะการเพิ่มยอดขายโดยที่ระบบกำไรยังรั่ว อาจทำให้เหนื่อยขึ้นแต่ไม่ได้รวยขึ้น
เริ่มจากจด 3 อย่างก่อน คือ รายรับทั้งหมด ต้นทุนสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากนั้นค่อยแยกหมวด เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าโฆษณา เมื่อจดต่อเนื่องจะเริ่มเห็นว่าร้านมีกำไรจริงหรือไม่
ถ้าอยากเริ่มเช็กกำไรร้านค้าแบบง่ายขึ้น ลุงช่วย ช่วยให้เจ้าของร้านจดรายรับรายจ่ายผ่านไลน์ ดูสรุปย้อนหลัง แยกหมวดรายจ่าย วิเคราะห์ต้นทุน และตรวจจับสัญญาณเงินรั่วในร้านได้สะดวกขึ้น เหมาะกับร้านชา ร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านอาหาร และพ่อค้าแม่ค้าที่อยากรู้ตัวเลขร้านแบบไม่ต้องเริ่มจากระบบบัญชียาก ๆ เริ่มจดวันนี้ แอดไลน์ @lungchuay พร้อมใช้งานฟรี! เพราะร้านที่รู้ตัวเลขก่อน มักแก้ปัญหาเงินรั่วได้ก่อน

ร้านของหลานๆ เป็นแบบไหน ?

ร้านชา กาแฟ คาเฟ่

ร้านอาหาร
ไม่ว่าประเภทไหน ก็สมัครใช้งานได้ง่ายๆ แถมใช้ ฟรี!
