รายรับ-รายจ่ายร้านอาหาร จดอย่างไรให้รู้ต้นทุน กำไร และเงินสดจริง!
การเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือคาเฟ่เล็ก ๆ ไม่ได้มีแค่เรื่องยอดขายหน้าร้านอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนและรายจ่ายจำนวนมากที่เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแก้ว ค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายจุกจิกที่หลายร้านมักมองข้าม หลายร้านดูเหมือนขายดี ลูกค้าเยอะ ออเดอร์แน่น แต่พอสิ้นวันหรือสิ้นเดือนกลับตอบไม่ได้ว่า “กำไรจริงเหลือเท่าไร” หรือหนักกว่านั้นคือไม่รู้ว่าเงินสดในร้านหายไปกับอะไร? ปัญหานี้มักเกิดจากการไม่ได้จด “รายรับ-รายจ่ายร้านอาหาร” อย่างเป็นระบบ
สำหรับเจ้าของร้านอาหารที่มีเมนูอาหาร ขนม เบเกอรี หรือเครื่องดื่มหลายประเภท การจดรายรับรายจ่ายยิ่งสำคัญ เพราะร้านลักษณะนี้มีต้นทุนแยกย่อยเยอะมาก ถ้าไม่บันทึกให้ชัด อาจทำให้เข้าใจผิดว่ายอดขายดีคือกำไรดี ทั้งที่จริงแล้วต้นทุนอาจสูงเกินไป หรือมีเงินรั่วอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาเจ้าของร้านมาดูว่า “รายรับ-รายจ่ายร้านอาหาร” ควรจดอะไรบ้าง? จดอย่างไรให้ดูต้นทุน กำไร และเงินสดจริงได้ง่ายขึ้น พร้อมแนวทางเริ่มต้นสำหรับร้านที่ยังไม่เคยทำบัญชีมาก่อน
รายรับ-รายจ่ายร้านอาหาร คืออะไร?

รายรับ-รายจ่ายร้านอาหาร คือการบันทึกเงินที่ “เข้าร้าน” และ“ออกจากร้าน” ในแต่ละวัน เพื่อให้เจ้าของร้านรู้ว่าธุรกิจมีรายได้เท่าไร ใช้เงินไปกับอะไรบ้าง และสุดท้ายเหลือกำไรจริงหรือไม่ คำว่า “ร้านอาหาร” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงร้านอาหารขนาดใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงร้านกาแฟ, คาเฟ่, ร้านชา, ร้านเบเกอรี, ร้านอาหารเล็ก ๆ, ร้านข้าวกล่อง, ร้านเดลิเวอรี และร้านที่ขายทั้งเครื่องดื่มกับอาหารควบคู่กันด้วย
- รายรับคืออะไร?
- รายรับ คือ เงินที่ร้านได้รับจากการขายหรือบริการ เช่น ยอดขายอาหาร, ยอดขายเครื่องดื่ม, ยอดขายขนมและเบเกอรี, ยอดขายผ่านเดลิเวอรี, ยอดโอนจากลูกค้า, ยอดขายจากออเดอร์พิเศษ และรายได้จากค่าส่งหรือบริการเพิ่มเติม
- รายจ่ายคืออะไร?
- รายจ่าย คือ เงินที่ร้านต้องจ่ายเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เช่น ค่าวัตถุดิบ, ค่ากล่อง ถุง, ค่าเช่าร้าน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าแก๊ส, ค่าแรงพนักงาน, ค่าขนส่ง, ค่าโปรโมชัน, ค่าซ่อมอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายจุกจิกอื่น ๆ ถ้าร้านไม่จดทั้งรายรับและรายจ่ายให้ครบ ก็จะไม่สามารถรู้ตัวเลขกำไรจริงได้เลย
ทำไมร้านอาหารต้องจดรายรับ-รายจ่ายทุกวัน?
ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีเงินเข้าออกทุกวัน รายการบางอย่างเกิดขึ้นเล็กน้อยแต่เกิดบ่อย เช่น ค่าน้ำแข็ง, ค่าถุง, ค่าวัตถุดิบสด หรือค่าเดินทางไปซื้อของ หากไม่จดในวันที่เกิดรายการจริง โอกาสลืมหรือจดตกหล่นจะสูงมาก
- ขายดีไม่ได้แปลว่ากำไรดี หลายร้านวัดความสำเร็จจากยอดขาย เช่น วันนี้ขายได้ 5,000 บาท หรือวันหยุดขายได้ 10,000 บาท แต่ถ้าไม่ได้หักต้นทุนและรายจ่ายทั้งหมด ยอดขายนั้นยังไม่ใช่กำไร
- ตัวอย่างเช่น ร้านขายได้ 5,000 บาทต่อวัน แต่มีค่าวัตถุดิบ 2,000 บาท ค่าแรง 800 บาท ค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน 500 บาท ค่าไฟ น้ำ แก๊ส 300 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก 500 บาท สุดท้ายกำไรจริงอาจเหลือไม่มากเท่าที่คิด
- ต้นทุนร้านอาหารเปลี่ยนได้ตลอด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีต้นทุนที่เปลี่ยนบ่อย โดยเฉพาะของสด เช่น ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลไม้ หรือวัตถุดิบตามฤดูกาล ถ้าเจ้าของร้านไม่จดต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ อาจตั้งราคาขายเดิมทั้งที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้ว
- เงินสดในร้านอาจไม่ตรงกับยอดขาย บางวันมียอดขายดี แต่เงินสดในลิ้นชักกลับไม่ตรง อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีการโอนเงิน มีการจ่ายค่าวัตถุดิบระหว่างวัน หยิบเงินร้านไปใช้ส่วนตัว หรือมีรายการค้างจ่ายที่ยังไม่ได้บันทึก การจดรายรับรายจ่ายจึงช่วยให้ตรวจสอบเงินสดได้ง่ายขึ้น
รายรับร้านอาหาร ที่ควรจดให้ครบ!
การจดรายรับไม่ใช่แค่เขียนว่า “วันนี้ขายได้เท่าไร” แต่ควรแยกประเภทให้ชัด เพื่อให้รู้ว่าเงินมาจากช่องทางไหนบ้าง?

- ยอดขายหน้าร้าน ยอดขายหน้าร้านคือรายรับหลักของร้านอาหารและร้านกาแฟ เช่น ลูกค้ามาซื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ร้านโดยตรง ควรจดแยกเป็นรายวัน เพื่อดูว่าวันไหนขายดี วันไหนยอดตก และช่วงเวลาไหนควรทำโปรโมชันเพิ่ม
- ยอดโอนจากลูกค้า ปัจจุบันลูกค้าจ่ายเงินผ่านการโอนหรือสแกน QR มากขึ้น เจ้าของร้านควรแยกยอดโอนออกจากเงินสด เพื่อให้ตรวจยอดได้ง่าย ไม่สับสนตอนปิดร้าน
- ยอดขายผ่านเดลิเวอรี่ ถ้าร้านขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ควรจดแยกต่างหาก เพราะยอดที่เห็นในแอปอาจยังไม่ใช่เงินสุทธิที่ร้านได้รับ ต้องหักค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียม หรือค่าโปรโมชันก่อน
- รายได้จากออเดอร์พิเศษ บางร้านมีออเดอร์จัดเบรก ข้าวกล่อง เค้กวันเกิด หรือเครื่องดื่มจำนวนมาก รายได้กลุ่มนี้ควรจดแยก เพราะมีต้นทุนและกำไรที่ต่างจากยอดขายปกติหน้าร้าน
- รายได้จากสินค้าเสริม ร้านกาแฟหลายร้านไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่มีเมล็ดกาแฟ ขนม เบเกอรี น้ำดื่ม หรือสินค้าอื่น ๆ รายได้เหล่านี้ควรแยกหมวด เพื่อดูว่าสินค้าเสริมช่วยเพิ่มกำไรจริงหรือไม่
รายจ่ายร้านอาหาร ที่ไม่ควรมองข้าม!
รายจ่ายคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เจ้าของร้านรู้ว่ากำไรจริงเหลือเท่าไร? หากจดไม่ครบ ตัวเลขกำไรจะดูดีเกินจริงทันที
- ค่าวัตถุดิบหลัก ค่าวัตถุดิบหลักของร้านอาหาร ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผัก ข้าว เส้น เครื่องปรุง น้ำมัน และของสดต่าง ๆ ส่วนร้านกาแฟหรือคาเฟ่อาจรวมถึงเมล็ดกาแฟ ผงชา นม ไซรัป น้ำตาล วิปครีม และวัตถุดิบทำขนม ค่าวัตถุดิบควรจดทุกครั้งที่ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเยอะหรือซื้อน้อย เพราะเป็นต้นทุนที่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง
- ค่าบรรจุภัณฑ์ หลายร้านมองข้ามต้นทุนกลุ่มนี้ ทั้งที่เกิดขึ้นทุกออเดอร์ เช่น แก้ว, ฝา, หลอด, ถุง, กล่องอาหาร, ช้อนส้อม, กระดาษเช็ดปาก, สติกเกอร์ และซองใส่ซอส ถ้าคิดต้นทุนอาหารหรือเครื่องดื่มโดยไม่รวมบรรจุภัณฑ์ ร้านอาจตั้งราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง
- ค่าแรงพนักงาน ค่าแรงเป็นรายจ่ายประจำที่ควรจดให้ชัด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ พาร์ตไทม์ หรือค่าจ้างรายวัน รวมถึงเงินพิเศษอื่น ๆ เช่น ค่าโอที ค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง หากมี
- ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าใช้จ่ายประจำเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ร้านต้องแบกรับทุกเดือน แม้บางวันยอดขายน้อยก็ยังต้องจ่าย จึงควรเฉลี่ยเป็นรายวันหรือรายเดือนเพื่อดูว่าร้านต้องขายขั้นต่ำเท่าไรจึงจะคุ้ม
- ค่าเดลิเวอรีและโปรโมชัน หลายร้านขายผ่านเดลิเวอรีแล้วรู้สึกว่ายอดขายดีขึ้น แต่ลืมคิดค่าคอมมิชชัน ส่วนลด หรือค่าโปรโมชันที่ร้านต้องรับเอง หากไม่จดแยก อาจเข้าใจผิดว่ายอดขายเพิ่มคือกำไรเพิ่ม ทั้งที่กำไรต่อออเดอร์อาจลดลง
- ค่าใช้จ่ายจุกจิก รายจ่ายเล็ก ๆ ที่มักลืม เช่น น้ำแข็ง ถุงมือ น้ำยาล้างจาน ทิชชู่ ค่าที่จอดรถ ค่าเดินทาง หรือของใช้ในร้าน หากสะสมทุกวันก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้
วิธีจดรายรับ-รายจ่ายร้านอาหารให้รู้ต้นทุนจริง!
การจดให้ได้ผล ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบซับซ้อน แต่ควรเริ่มจากการแยกหมวดให้ชัดและจดอย่างสม่ำเสมอ

- ขั้นตอนที่ 1 : แยกรายรับตามช่องทาง
เริ่มจากแยกรายรับเป็นหมวด เช่น เงินสด, โอน, เดลิเวอรี และออเดอร์พิเศษ วิธีนี้ช่วยให้ปิดยอดง่ายขึ้น และรู้ว่าช่องทางไหนทำรายได้ให้ร้านมากที่สุด
ตัวอย่าง :
- เงินสดหน้าร้าน 2,500 บาท
- ยอดโอน 1,800 บาท
- เดลิเวอรี 1,200 บาท
- ออเดอร์พิเศษ 1,000 บาท
- ขั้นตอนที่ 2 : แยกรายจ่ายตามประเภท
อย่าจดรวมทุกอย่างเป็นคำว่า “ซื้อของ” เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าร้านใช้เงินกับอะไรเยอะที่สุด ควรแยกเป็นหมวด เช่น วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
- ขั้นตอนที่ 3 : จดทันทีเมื่อมีรายการเกิดขึ้น
ร้านอาหารและร้านกาแฟมักยุ่งระหว่างวัน ถ้ารอจดตอนกลางคืนอาจลืมรายการเล็ก ๆ ได้ง่าย เช่น ซื้อน้ำแข็งเพิ่ม, ซื้อผักเพิ่ม หรือจ่ายค่าส่งของ ดังนั้นควรจดทันทีหลังมีเงินเข้าออก
- ขั้นตอนที่ 4 : สรุปยอดหลังปิดร้าน
หลังปิดร้านควรสรุปยอดทุกวัน โดยดูว่า
- วันนี้มีรายรับรวมเท่าไร
- มีรายจ่ายรวมเท่าไร
- เงินสดในลิ้นชักตรงกับยอดหรือไม่
- ยอดโอนเข้าครบหรือไม่
- มีรายการค้างรับหรือค้างจ่ายไหม
- ขั้นตอนที่ 5 : ทบทวนตัวเลขทุกสัปดาห์
การจดรายวันช่วยให้ข้อมูลไม่ตกหล่น แต่การทบทวนรายสัปดาห์ช่วยให้เห็นภาพรวม เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนไหนสูงขึ้น ยอดขายวันไหนลดลง หรือเมนูไหนควรปรับราคา
วิธีดูว่าร้านอาหารมีกำไรหรือขาดทุน!
เมื่อมีข้อมูลรายรับ-รายจ่ายแล้ว เจ้าของร้านสามารถคำนวณกำไรเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น

สูตรดูง่าย ๆ “กำไรเบื้องต้น = รายรับรวม – รายจ่ายรวม” แต่ถ้าอยากดูให้ละเอียดขึ้น ควรแยกเป็น ยอดขาย – ต้นทุนวัตถุดิบ – ค่าใช้จ่ายประจำ – ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ = กำไรสุทธิใกล้เคียงความจริง
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติร้านอาหารกึ่งคาเฟ่มีตัวเลขต่อวันดังนี้
- รายรับรวม 6,000 บาท
- ค่าวัตถุดิบ 2,200 บาท
- ค่าบรรจุภัณฑ์ 400 บาท
- ค่าแรงเฉลี่ย 800 บาท
- ค่าเช่าเฉลี่ยต่อวัน 500 บาท
- ค่าน้ำไฟแก๊สเฉลี่ย 300 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 300 บาท
รวมรายจ่ายทั้งหมด = 4,500 บาท
กำไรเบื้องต้น = 6,000 – 4,500 = 1,500 บาท
จากตัวอย่างจะเห็นว่า แม้ยอดขาย 6,000 บาทอาจดูดี แต่เมื่อหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายจริง กำไรเหลือ 1,500 บาท ดังนั้นถ้าไม่จดรายจ่ายให้ครบ เจ้าของร้านอาจประเมินกำไรสูงเกินจริง
ปัญหา! ที่มักเกิดขึ้นเมื่อร้านไม่จดรายรับ-รายจ่าย
- ไม่รู้ว่าต้นทุนสูงเกินไป บางร้านขายราคาเดิมมานาน แต่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่จด จะไม่รู้เลยว่ากำไรต่อเมนูลดลงแล้ว
- เงินสดหายแต่หาสาเหตุไม่ได้ เมื่อไม่มีข้อมูลย้อนหลัง เจ้าของร้านจะไม่รู้ว่าเงินสดหายไปจากการซื้อของ จ่ายค่าใช้จ่าย หรือหยิบไปใช้ส่วนตัว
- ตั้งราคาขายผิด การตั้งราคาขายโดยดูจากคู่แข่งอย่างเดียวอาจทำให้ร้านขาดทุน เพราะต้นทุนของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ต้องรู้ต้นทุนตัวเองก่อนจึงตั้งราคาได้แม่นขึ้น
- วางแผนสต๊อกยาก ถ้าไม่รู้ว่าซื้อวัตถุดิบไปเท่าไร ใช้จริงเท่าไร และเหลือเท่าไร ร้านอาจซื้อของเกินจนเสีย หรือซื้อไม่พอจนขายไม่ได้
- ขยายร้านแบบไม่มีข้อมูล การเพิ่มเมนู จ้างพนักงาน หรือเปิดสาขาใหม่ควรอิงจากตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก หากไม่เคยจดรายรับรายจ่าย การตัดสินใจขยายร้านจะเสี่ยงมากขึ้น
สรุป “อยากรู้กำไรจริง ต้องเริ่มจากการจดรายรับ-รายจ่ายให้ครบ”
การทำร้านอาหารหรือร้านกาแฟให้มีกำไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการรู้ตัวเลขหลังบ้านด้วยว่า ร้านมีเงินเข้าเท่าไร? เงินออกไปกับอะไร? และสุดท้ายเหลือเงินสดจริงเท่าไร? การจด “รายรับ-รายจ่ายร้านอาหาร” อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพธุรกิจชัดขึ้น ตั้งราคาขายได้แม่นขึ้น คุมต้นทุนได้ดีขึ้น ลดเงินรั่ว และวางแผนธุรกิจได้มั่นใจกว่าเดิม
อย่ารอให้ร้านเริ่มมีปัญหาเงินสดค่อยกลับมาดูตัวเลข เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากขายไม่ดี แต่เกิดจาก“ขายดีแต่ไม่รู้ว่ากำไรหายไปไหน” ต่างหาก ถ้าคุณอยากเริ่มจดรายรับรายจ่ายแบบง่าย ๆ ผ่าน LINE ลองให้ “ลุงช่วย” เป็นผู้ช่วยดูแลตัวเลขหลังร้าน ช่วยให้การจดเงินเข้าออกเป็นเรื่องง่ายขึ้น เหมาะกับเจ้าของร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ และร้านเล็กที่อยากรู้กำไรจริงทุกวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “รายรับรายจ่ายร้านอาหาร” (FAQ)
ตอบ : ควรจดทุกวัน เพราะร้านอาหารและร้านกาแฟมีเงินเข้าออกตลอดเวลา หากรอจดทีเดียวตอนสิ้นสัปดาห์หรือสิ้นเดือน อาจลืมรายการสำคัญ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำแข็ง ค่าแก้ว หรือรายจ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
ตอบ : จำเป็น โดยเฉพาะร้านกาแฟที่มีหลายเมนู หรือขายอาหาร ขนม และเดลิเวอรีร่วมด้วย เพราะมีต้นทุนหลายส่วน เช่น เมล็ดกาแฟ นม แก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง ค่าแรง และค่าแพลตฟอร์ม หากไม่จดอาจไม่รู้กำไรจริงของร้าน
ตอบ : ให้เริ่มจากการรวมรายรับทั้งหมด แล้วหักรายจ่ายทั้งหมด เช่น ค่าวัตถุดิบม ค่าแรงม ค่าเช่าม ค่าน้ำไฟม ค่าแก๊สม ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หากรายรับมากกว่ารายจ่ายคือมีกำไร แต่ถ้ารายจ่ายมากกว่ารายรับคือขาดทุน โดยควรจดข้อมูลให้ครบก่อนสรุปผลทุกครั้ง
“ลุงช่วย” ตัวช่วยจดรายรับ-รายจ่ายสำหรับร้านอาหาร
ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ หรือร้านเล็กที่อยากเริ่มจดรายรับรายจ่ายให้เป็นระบบ แต่ไม่อยากเปิด Excel ไม่อยากจดสมุด และไม่อยากใช้โปรแกรมซับซ้อน “ลุงช่วย” คือผู้ช่วยที่ออกแบบมาให้การจดเงินเข้าออกง่ายขึ้นผ่าน LINE
ลุงช่วยช่วยให้เจ้าของร้านเริ่มบันทึกข้อมูลได้ง่ายขึ้นในช่องทางที่คุ้นเคย เหมาะกับคนที่ต้องการรู้ตัวเลขร้านแบบไม่ยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นรายรับ รายจ่าย ค่าใช้จ่ายประจำ หรือรายการจุกจิกที่มักถูกลืม สำหรับร้านที่อยากรู้ว่าขายดีจริงไหม กำไรเหลือเท่าไร เงินสดตรงหรือเปล่า และต้นทุนส่วนไหนเริ่มสูงเกินไป การเริ่มจดรายรับรายจ่ายผ่านลุงช่วยอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ร้านบริหารเงินได้ดีขึ้นมาก
“สมัครใช้งาน ฟรี! ทดลองสัมผัสผู้ช่วยรู้ใจได้เลยที่ เพิ่มเพื่อน LINE : @lungchuay“

ร้านของหลานๆ เป็นแบบไหน ?

ร้านชา กาแฟ คาเฟ่

ร้านอาหาร
ไม่ว่าประเภทไหน ก็สมัครใช้งานได้ง่ายๆ แถมใช้ ฟรี!
